
เกมบิ๊กแมตช์รอบ 16 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลก 2026 ที่สนามฟิลาเดลเฟีย สเตเดียม เป็นการพบกันระหว่าง ทัพ “ตราไก่” ทีมชาติฝรั่งเศส รองแชมป์เก่า และ “อัสซูซิออน” ทีมชาติปารากวัย ที่เพิ่งหักปากกาเซียนล้มเยอรมนีมาได้ ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนระอุทะลุ 100 องศาฟาเรนไฮต์
รูปเกมในครึ่งแรกเป็นฝรั่งเศสที่ครองบอลบุกเข้าใส่เป็นส่วนใหญ่สูงถึง 80% ทว่าปารากวัยแพ็กเกมรับได้อย่างเหนียวแน่นและมีระเบียบวินัย
ทำให้แผงรุกของฝรั่งเศสทำได้เพียงยิงไกลจากระยะนอกกรอบเขตโทษ แต่ไม่สามารถผ่านมือ ออร์ลันโด กิล ผู้รักษาประตูจอมหนึบของปารากวัยไปได้ จบครึ่งแรกไปแบบไร้สกอร์ 0-0
ครึ่งหลัง ทัพเลส์ บลูส์ ปรับหมากส่ง ดีไซร์ ดูเอ้ ลงมาเติมความสดในแนวรุก และจุดเปลี่ยนสำคัญก็เกิดขึ้นในนาทีที่ 67 เมื่อดูเอ้ถูกสกัดล้มลงในเขตโทษ ผู้ตัดสินเช็ก VAR ก่อนชี้ให้เป็นจุดโทษแก่ฝรั่งเศส และเป็น คีเลียน เอ็มบัปเป้ กัปตันทีมคนเก่งที่ก้าวเข้ามารับหน้าที่สังหารอย่างเยือกเย็นในนาทีที่ 69 ส่งบอลซุกก้นตาข่ายให้ฝรั่งเศสขึ้นนำ 1-0
ช่วงเวลาที่เหลือปารากวัยพยายามบุกเพื่อทวงประตูคืนแต่ไม่สำเร็จ จบเกมฝรั่งเศสเฉือนชนะปารากวัยไปได้อย่างหวุดหวิด 1-0 ตีตั๋วผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายไปพบกับทีมชาติโมร็อกโกในวันที่ 9 กรกฎาคมนี้